รวมเรื่องรายวัน

Blog EntryWife: Nelson Mandela has one regretJul 8, '08 2:10 PM
for everyone

(CNN) -- In a rare and candid interview, CNN's Robyn Curnow spoke to Nelson Mandela's wife of 10 years, Graca Machel, to find out more about the man from the person who arguably knows him the best. Here, Machel reveals that Mandela's courageous and eventful life has left him with only one regret.

Machel: "We have enjoyed this relationship in a really special way."

Machel: "We have enjoyed this relationship in a really special way."

How would you describe your relationship with Nelson Mandela?

He is simply a wonderful husband. We met in life at time we were both settled. We were grown up, we were settled, we knew the value of a companion, of a partner. Because of that, we have enjoyed this relationship in a really special way. It's not like when you are still young, you are too demanding. No, no. We just accept each other as we are. And we enjoy every single day as if it is the last day. Because of that, it has been wonderful to have him as a husband..

Do you look at him and go, "I married Nelson Mandela?"

At the beginning, yes. I already had this very deep involvement with him. Then sometimes. It's ... there was a sort of conflict between the man I loved and the myth. Particularly because people were saying things, and I couldn't figure out the two would go together. I know him as a human being, a person and this myth surrounding him. The aura around him was a bit confusing, but then I learnt to live with it, in terms of separating the two.

Is he comfortable in his own skin?

Absolutely. More than comfortable. He is so happy with himself. At the end of his life also he realizes, although he doesn't express it. He realized that he achieved the things he had as goals in life.

So is he at peace with himself?

Yeah, really. It's peace, fulfillment. Best way to characterize it is to be at peace with himself, but also at peace with the world

Does he have any regrets?

Ya, only one I know of. You feel he would have really liked much more input in the development of his children. Only thing. Although he tried his best.


Madiba (Mandela) was not given the opportunity to bring up his own children. He left them. Went to prison when they were very young. He didn't have much opportunity to do those things that a parent a father does to read stories to child.

How has he dealt with old age, for somebody who seems to be such a fighter, doer, has the frailty of old age frustrated him?

I think the only thing that frustrates him is walking. When he tries, he feels, he puts it as his knees don't cooperate ... that's how he puts it. He is not anxious about getting old. No, no, no. He feels he would like to move freely. That this the kind of frustration I sense in him.

Birthday wishes?


I have already given him the best present I could and thought of, 10 years ago when we got married. I looked back sometimes ... It sounds crazy, someone of my age at the time. I was 52; I married a man of 80. It wasn't a problem. I was so happy to marry him. I think after that any other thing is much less, because it will never surpass the possibility of us being together, sharing a life. That is the best I could have given him.

Because it is your wedding anniversary?

When we married, we didn't know we'd be given 10 years together. We have been very lucky. Very grateful for that.

http://edition.cnn.com/2008/WORLD/africa/06/26/mandela.machel/index.html



ความเข้าใจในดนตรี

 

เสียงในธรรมชาติ  ลม คลื่น  เสียงน้ำ  เสียงนก

แรงกระตุ้นของมนุษย์ ความคิดสร้างสรรค์

ศิลปะของการสร้างทำนองที่อยู่ใน (Form)

 การแต่งเพลง (Composition)

เสียงที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยอาศัยเครื่องดนตรี

เครื่องให้จังหวะ    (Percussion)

เครื่องเป่า(Wind)

เครื่องสาย(String)

คีย์บอร์ด (Keyboard)

คุณภาพเสียง หรือน้ำเสียง (Tone Colour)

ดนตรีทุกประเภทต้องมีระดับเสียง (Pitch)

เสียงของเครื่องดนตรีให้อารมณ์

-ความเร็ว (Tempo)

-ทำนอง(Melody)

เสียงของเครื่องดนตรีให้เสียงที่แตกต่างกัน

แผ่วเบานุ่มนวลของไวโอลิน/เสียงดังเช่นกลอง

ดนตรีสามารถบอกเรื่องราวได้ให้อารมณ์ที่แตกต่างกัน

มีแบบแผนแต่ดนตรีไม่จำเป็นต้องมีคำ หรือ เนื้อร้อง

ดนตรีจะสัมพันธ์กับการเต้นรำ และ กิจกรรมเข้าจังหวะ

ดนตรีคือโลกแห่งเสียงมีรูปลักษณ์ของตัวเอง แบบแผน จังหวะ ลีลา

ดนตรีเริ่มเกิดขึ้นได้อย่างไร

เกิดทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเพลง  หรือ ร้องเพลง  การตีเกาะเคาะไม้

เสียงร้องของทารก/เสียงหัวเราะเมื่อมีความสุข

ดนตรีตะวันตกมีรากฐานมาจากดนตรีพื้นเมือง (Folk Music) หรือเพลงในพิธีศาสนา(Ritual Music)ในไบเบิลไทม์ (Bible  Time)

ความคิดของชาวกรีกยึดอยู่กับทำนองเดียว (A Single Line Of Melody)

ในยุโรป  เหตุผลของการเรียนรู้โน้ตครั้งแรกเพื่อการร้องเพลงซา (Psalm)

การคิดค้นการอ่านโน้ต/การบันทึกโน้ตของไกโด คิดค้นกุญแจ(Clef) กุญแจซอล

 

โครงสร้างและองค์ประกอบของดนตรี

จังหวะ (Rhythm) วิธีการดำเนินไปของดนตรีว่ามีลีลาเป็นเสียงสั้นยาวหนักเบาอย่างไร

ทำนอง(Melody)คือเสียงที่จัดให้เข้ากับจังหวะเป็นระดับสูงหรือต่ต่อเนื่องกันไป

ทำนอง(Melody)คือเสียงที่จัดให้เข้ากับจังหวะเป็นระดับสูงหรือต่ต่อเนื่องกันไป

 

องค์ประกอบของดนตรี

คีตกวี (Composer) คือผู้สร้างและประพันธ์ดนตรี

นักดนตรี (Musician) ผู้เล่นตามบทประพันธ์

ผู้ฟัง (Listener)

 

การฝึกปฏิบัติในการฟัง

ต้องมีสมาธิ

ต้องมีความจำดี

ต้องมีความอดทน

 

ลักษณะของดนตรีตะวันตกแบ่งเป็น

ขับร้อง (Vocal)                                          บรรเลง(Chamber Music Orchestra)

ร้องประสานเสียง

ร้องเดี่ยว

ร้องโต้ตอบกัน

 

วิวัฒนาการดนตรีตะวันตก

ดนตรีตะวันตกแบ่งออกเป็น 5 สมัยคือ

1.สมัยกลาง (The Midle Period)

สมัยโพลิโฟนีตอนต้น  ค.ศ.809-1100

เพลงจะใช้เพื่อความรื่นเริง   ใช้เกี่ยวกับพิธีทางศาสนา

สมัยโพลิโฟนีตอนต้น  ค.ศ.809-1100

เพลงจะใช้เพื่อความรื่นเริง   ใช้เกี่ยวกับพิธีทางศาสนา

สมัยศิลปะโบราณ ค.ศ.1100-1300

มีการแต่งเพลง  การบรรเลง  การขับร้อง  เนื้อร้องที่เกี่ยวกับทางศาสนา 

เนื้อร้องที่เกี่ยวกับความรื่นเริงสำหรับร้องเดี่ยว

และร้องโดยมีเครื่องดนตรีเล่นคลอตาม

 

2.สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา(The Renaissance Period)

Ø    ดนตรีจะเป็นการร้องในหมู่เล็ก ๆ  ร้องสรรเสริญพระเจ้า

Ø     การร้องจะแบ่งเป็น 4 แนว โซปราโน  อัลโต  เทเนอร์  เบส

                       โดยมีออร์แกนหรือขลุ่ย  เล่นคลอตาม

Ø     ไทม์ซิกเนเจอร์เป็นแบบ 2/4       4/4       3/4 

Ø     เพลงส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับศาสนา

3.     สมัยบาร็อค (Baroque  Period) ค.ศ. 1600-1750

Ø    ยุคต้นของบาร็อคใช้เครื่องดนตรี  20-30 ชิ้น เล่นสลับกันเครื่องดนตรีที่ใช้เช่น

วิโอล   ลิวท์  เรคคอร์เดอร์    บรรเลงประกอบการเต้นรำ

Ø    ยุคหลังวงมีขนาดใหญ่ขึ้นมีเครื่องเพิ่มขึ้นมาคือ เครื่องลมไม้  เครื่องสาย  เบส

Ø      ผู้อำนวยเพลงจะนั่งเล่นฮาร์พซิคอร์ด (Harpsichord)

Ø    ศิลปิน  บ๊าค

Ø    นิยมใช้ทำนองสั้น  เล่นซ้ำไปมา จังหวะมีความสม่ำเสมอ

Ø    Hamony  จะใช้Tonalityที่แน่นอน  ทั้งในแง่ ของบันไดเสียง(Key) คอร์ด (Chord)

Ø    มีการพัฒนาเพลงบรรเลงโดย วิวาลดี (1676-1741) ผลงานจะเป็นแบบ Concerto

(การบรรเลงดนตรีสลับกันระหว่างกลุ่มเล็ก-กลุ่มใหญ่)

Ø    มีการประพันธ์เพลงสำหรับอุปรากร

4.สมัยคลาสสิก  (Classic  Period)

Ø    ค.ศ. 1750-1825 ตรงกับยุคของไฮเดิล ริเริ่มแต่งเพลงแบบคลาสสิก

Ø    ความหมายของคลาสสิก แบ่งออกเป็น  3  ความหมาย

1.       วรรณคดี ศิลปะของกรีกและโรมันที่เจริญถึงขีดสูงสุด

2.       วรรณคดีศิลปะของชาติอื่น ๆ ที่ทำเลียนแบบกรีกและโรมัน

3.       วรรณคดีศิลปะของชาติต่าง ๆ ที่เจริญถึงขีดสุด

Ø    ดนตรีในยุคคลาสสิกจะเน้นความไพเราะ เทคนิคของการบรรเลงการแสดงออก

        การประสานเสียงที่มีแบบแผน  ให้ความสำคัญกับสุ้มเสียง (Tone Colour) 

        พัฒนาเครื่องดนตรี  นิยมใช้เปียโน

Ø    ลักษณะของวงเป็นแบบ ซิมโฟนีออร์เคสตรา (Symphony  Orchestra)

      เน้นเครื่องดนตรี 4 กลุ่ม  เครื่องสาย  เครื่องลมไม้ เครื่องเป่าทองเหลือง เครื่องตี

5. ยุคโรแมนติก(Romantic  Period)

Ø    ตรงกับสมัยของนโปเลียนแห่งฝรั่งเศส

Ø    แบบแผนไม่ให้ความสำคัญกับความสมดุลของประโยคเพลง บางทำนองจะมี

      ความยาวมาก

Ø    จังหวะจะไม่สม่ำเสมอ

Ø    เพลงจะมีความเกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้แต่ง ธรรมชาติ  ความนึกฝัน

Ø    มีการจัดคอนเสิร์ตสำหรับสาธารณชนดนตรีจะเกี่ยวข้องกับชาตินิยม

Ø    มีการเพิ่มจำนวนของเครื่องดนตรีในวงออร์เคสตรา

ยุคศตวรรษที่ 20 (20th  Century  Period)

v   การประสานเสียง  หลักการเกี่ยวกับเสียงเริ่มไม่ได้รับความนิยม

v   นิยมการเปลี่ยนเสียงของบันไดเสียง (Chromaticism)

v   มีการเปลี่ยนบันไดเสียงมากขึ้น  เป็นบันไดเสียงแบบแปลก ๆ เช่น โมด (Mode)

v   Bartok ริเริ่มการใช้วิธีการเขียนเพลงแบบ Bi-Tonality  คือใช้ Key 2 Key พร้อม ๆ กัน

v   เดอบุซซีคิดวิธีเขียนเพลงแบบอิมเพรสชั่นนิสติก คือการประสานเสียงที่เป็นอิสระ

ไม่เป็นไปตามทฤษฎี  การลำดับChord เป็นไปตามผู้ประพันธ์

v   อาร์โนลด์  เชินเบิร์ก คิดวิธีแต่งเพลงระบบใช้โน้ต 12 ตัว (Twelve Tone)

v   เป็นยุคของการทดลองสิ่งใหม่ ๆ

 

การฟังและมารยาทในการฟัง

คอนเสริ์ต ต้องไปถึงที่ก่อนที่จะมีการแสดงประมาณ 15นาที

อย่าเข้าไปเวลาที่ดนตรีเริ่มบรรเลงแล้วเป็นอันขาดเพราะถือว่าเป็นการทำลายสมาธิ

และเสียมารยาทอย่างร้ายแรง ควรหยุดยืนอยู่ข้างนอกจนกว่าจบการบรรเลงท่อนหนึ่งๆ

วงดุริยางค์(Orchestra) ขณะดนตรีบรรเลงต้องฟังด้วยความตั้งใจ ไม่ส่งเสียงรบ

การพูดคุยระหว่างดนตรีแสดงเป็นการรบกวนสมาธินักดนตรี

ควรระวังเมื่อจบท่อนหนึ่งๆมักปรกมือ แท้จริงควรสังเกตจากผู้อำนวยการเพลงหันมา

คำนับเสียก่อนจึงแน่ใจว่าจบแล้วจึงปรบมือ

Ø    ไม่ควรถ่ายรูปนักดนตรีขณะบรรเลงเพลงเพราะจะทำให้เสียสมาธิ

Ø    การปรบมือเมื่อบรรเลงจบถือเป็นการนิยมชมชอบและเป็นเกียรติแก่นักดนตรี

Ø    ถ้าไม่พอใจไม่ควรโห่

 

 

 

 

 

ประเภทของวงดนตรี

Chember ensemble

Large ensemble

Chember ensemble

1.       Solo Sonata

2.        String Quartet

3.       Duo Trio Quintet


บรรเลง1คนเรียกว่า Solo
 บรรเลง2คนเรียกว่า DuoหรือDuet
 บรรเลง3คนเรียกว่าTrio
 บรรเลง4คนเรียกว่า Quartet
 บรรเลง5คนเรียกว่า Quintet
 บรรเลง6คนเรียกว่า Sextet
 บรรเลง7คนเรียกว่า Septet
 บรรเลง8คนเรียกว่า Octet

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วิวัฒนาการเพลงไทย

ยุคแรกเริ่ม

-          มีอิธิพลจากเพลงพื้นบ้าน และ เพลงไทยเดิม

                        -ทำนองสั้น  ๆ  ท่อนเดียว  คำร้องหลายตอน  ร้องซ้ำไปซ้ำมา

                        -คำร้องมักเป็นการร้องโต้ตอบกันระหว่างหญิง กับ ชาย (เพลงปฏิพากย์)

-          มีเนื้อหาสาระสะท้อนเกี่ยวกับชีวิต  ความรัก  ความผิดหวัง  ธรรมชาติ

-          ลักษณะการแต่งเพลงจะใช้คำง่าย ๆ ฟังแล้วเข้าใจได้ทันที

-          เพลงไทยสากลในยุคแรกนิยมใช้ประกอบละครร้อง และ ภาพยนตร์

-          การประพันธ์ส่วนใหญ่จะใช้กลอนสุภาพ มีสัมผัสคล้องจองกัน

-          ทำนองที่มาจากเพลงไทยเดิมจะคัดคำเอื้อนออกเพื่อให้จังหวะมีความกระชับ

 

อิทธิพลของดนตรีตะวันตกที่มีกับเพลงไทยสากล

-          ความเจริญของสื่อมวลชน  ภาพยนตร์  วิทยุ  โทรทัศน์

-          ความนิยม ความสนใจของผู้ฟังเพลง

-          เพลงมีการพัฒนารูปแบบ  ท่วงทำนอง  กฎเกณฑ์ของดนตรีตะวันตก

-          มีการแบ่งท่อนคำร้อง  ทำนอง จังหวะ  แบ่งห้องของโน้ตเพลง

-          การแต่งคำร้องนิยมการสัมผัสระหว่างวรรค

-          การแต่งเพลงจะเน้นแรงบันดาลใจ อารมณ์ จินตนาการ โดยคำนึงถึงรสนิยมของผู้ฟังเป็นหลัก

-          เพลงส่วนใหญ่จะเน้นคุณค่าทางศิลปะ มากกว่า สินค้า

-          รูปแบบของเพลงไทยสากลจะมีความใกล้เคียงกับ เพลงสากลตะวันตก

                        -ลีลา  ทำนอง  จังหวะ  เครื่องดนตรี

                        -ถ้อยคำจะเน้นสำนวนที่แปลกใหม่ สร้างความเร้าใจ มากว่าเป็นกลอน                 สุภาพ ใช้คำวลีเดียว

                        -การใช้ทำนองเพลงสากลมาแต่งคำร้องไทย

จากแตรวงทหาร ถึง เพลง ละคร 2420 – 2474

-          พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ใช้วิธีการฝึกทหารตามแบบยุโรป

-          ฝึกแตรวงแบบดนตรีฝรั่ง โดยร้อยเอกอิมเปย์ และ ร้อยเอกน้อกซ์

 

สมัยร. 5

-          ได้มีการปรับปรุงวงโดยหาครูจากต่างประเทศ และมีแตรวงใช้ในกองทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ (2420) และเรียกชื่อเป็นวงโยธวาทิต (Military  Band)  

-          จัดหาเพลงสรรเสริญพระบารมี

-     มีการเรียนการสอนโน้ตสากล เทคนิคการบรรเลง การแยกเสียงประสานใน        กองทัพเรือ

-      มีการแต่งเพลงไทยสากลที่มีจังหวะลีลาแบบสากล ทำนองยังดัดแปลงจากเพลง ไทยแท้  เช่น เพลงมหาฤกษ์ (ดัดแปลงจากเพลงมหาฤกษ์สองชั้น) สรรเสริญเสือ             ป่า(ดัดแปลงจากเพลงบุหลันลอยเลื่อน)

 

สมัยรัชกาลที่ 6

-          ตั้งโรงเรียนที่สวนมิสกวัน สอนดนตรีทุกประเภท

-          จัดตั้งวงซิมโฟนีออเคสตร้า (Symphony  Orchestra) เป็นครั้งแรกในกรมมหรสพ  หรือเรียกอีกชื่อว่า วงเครื่องสายฝรั่งหลวง

 

สมัยรัชกาลที่ 7

-          มีการเปิดการแสดงการบรรเลงแบบซิมโฟนีคอนเสิร์ตสำหรับประชาชนเป็นครั้งแรก (His Majesty The King Royal Orchestra) มีพระเจนดุริยางค์เป็นผู้อำนวยเพล (ปลัดกรมกองเครื่องสายฝรั่งหลวง)

-          มีการจัดตั้งโรงเรียนดนตรีทั้งในหน่วยงานราชการ และ เอกชน

-          ดนตรีคลาสสิคของไทยมีตวามเจริญมากในยุคนี้

-          เพลงไทยสากล กับ สื่อภาพยนตร์  (2474-2482)

-            มีการเปิดอุตสหกรรมภาพยนตร์ขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทย

-          มีการสร้างหนังจากหนังเงียบมาเป็นหนังเสียงโดย ภาพยนตร์ศรีกรุง

-          มีการสร้างห้องอัดบันทึกเสียง บันทึกลงแผ่นเสียง (แผ่นเสียงตราพระปรางค์)

-          การเข้ามาของดนตรีแจ๊ส(หลวงสุขุมนัยประดิษฐ นำโน้ตสากลเข้ามา / 2477)

 

ยุคละครเพลงปลุกใจ และ เพลงกรมโฆษณาการทางวิทยุ (2482-2485)

        -หลวงวิจิตรวาทการ(ละครเวทีฝ่ายราชการของกรมศิลป)แต่งเพลงประกอบ        ละครเรื่องเลือดสุพรรณ
        -2482 มีการปรับปรุงสำนักงานโฆษณาเป็นกรมโฆษณา และ ตั้งวงดนตรีลีลาศขึ้นโดยมีครูเอื้อ  สุนทรสนานเป็นหัวหน้าวง   เพลงที่แต่งขึ้นมีทั้งเพลงปลุกใจและเพลงรักทั่ว ๆ ไป

        เพลงปลุกใจ เช่น เพลงราชาเป็นสง่าแห่งแค้วน  สดุดีบรรพไทย  เพลงถวายพระพร  บ้านเกิดเมืองนอน

        เพลงทั่วไป เช่น ข้างขึ้นเดือนหงาย  พรานทะเล พรานล่อเนื้อ  ขอให้เหมือนเดิม

 

การขยายตัวของวงดนตรีไทยสากล 2485-2488

-          วงดนตรีดุริยโยธิน (จำปา  เล้มสำราญ)

-          วงดนตรีกรมโฆษณา ( เอื้อ  สุนทรสนาน)

-          วงดนตรีทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (นารถ  ถาวรบุตร)

-          วงดนตรีแชมเบอร์มิวสิค (ล้วน  ควันธรรม)

ส่วนใหญ่จะบรรเลงตามโรงหนัง

ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่2 (2488) มีสถานบริการ ภัตตาคาร และ สถานเริงรมย์เกิดขึ้นมากมาย เป็นยุคที่วงดนตรีสากลมีความเฟื่องฟูมาก

 

ปลายสมัย ร. 8  (2488)

                -พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไทยสากลเพลงแรกคือ เพลงแสงเทียน  สายฝน  ชะตาชีวิต ใกล้รุ่ง

 

เพลงลูกทุ่ง (2500-2510)

                -เพลงชีวิต หรือ เพลงตลาดได้รับความนิยมมาก

                -การนำเพลงแหล่มาบันทึกเสียง โดยใส่ดนตรีสากล ผสมวงปี่พาทย์

        -ความกดดันทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ผลักดันให้เพลงลูกทุ่งเข้ามามีบทบาทต่อคนไทย

        -เนื้อหา ลีลาการขับร้อง สะท้อนให้เห็นถึงความยากแค้นของคนได้เป็นอย่างดี

        -

ยุคร็อคแอนด์โรล    วัยรุ่นไทยเลียนแบบตะวันตก (2508-2515)

        -การเข้ามาของเพลงร็อค เช่นเพลงของวง สี่เต่าทอง (The Beatle) วงเดอะชาโดว์(The Shadow)  คลิฟ  ริชาร์ด  (Cliff  Richard) เอลวิส  เพรสลี่ย์ (Elvis  Presley)

        -การเข้ามาตั้งฐานทัพของทหารอเมริกัน(2512) การเล่นของวงจะเป็นลักษณะการลอกเลียน  (Copy) จากแผ่นเสียง

        - 2512 มีการจัดประกวดวงสตริงคอมโบเป็นครั้งแรก โดยสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย

        -วงดิอิมพอสซิเบิ้ลได้รับความนิยม

        -วงดิอิมฯ ได้ร้องเพลงอัดแผ่นเสียงประกอบในภาพยนตร์เรื่อง “โทน”

วงสตริงคอมโบที่แพร่หลายในวงการเพลงไทย

        วงซิลเวอร์แซนด์  รอยัลสไปรท์ส   วงพี เอ็ม 5 วงพี เอ็ม 7  วงแฟนตาซี  วงชาตรี  วงแกรนด์เอ็กซ์      วงส่วนใหญ่จะนิยมร้อง เล่น เพลงสากลตามภัตตาคาร และ ไนต์คลับ    ย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่

กระแสเพลงเพื่อชีวิต

ต้านเผด็จการเพื่อสังคมใหม่ 2510-2519

2510-2514              มีความกดดันทางการเมืองและการปกครอง  นิสิตนักศึกษาเข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้นทำให้เกิดมีวงดนตรีเพื่อชีวิตขึ้น

มีการจัดมหกรรมดนตรี    มหกรรมเพลงเพื่อชีวิต  ที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  โดยวงท. เสน และ สัญจร  ต่อมาก็เป็นวงคาราวาน  2517

ผลงานเพลง คนกับควาย  กุลา  ลานแสงทอง 

หลังจากช่วง 14 ตุลาเป็นต้นมาวงคาราวานก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องความเป็นธรรม 2517-2519

ช่วงหลัง 2519 ได้มีวงเพื่อชีวิตเกิดขึ้นอีกมากมายเช่น วงโฮป  วงคาราบาว คนด่านเกวียน นิรนาม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ปกติแล้วจะได้ยินแต่โทษของการดื่มเบียร์ แต่วันนี้เกร็ดความรู้มีประโยชน์ของการดื่มเบียร์มาฝากกัน...
   
ประโยชน์ด้านหัวใจ
: จากการวิจัยของมหาวิทยาลัยอีโมรี พบว่าผู้หญิงและผู้ชายสูงอายุจำนวน 2,200 คนที่ดื่มเบียร์วันละ 1.5 แก้วต่อวัน
มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจล้มเหลวลดลงถึง 50 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว เพราะว่าเบียร์ช่วยสูบฉีดโลหิต ทำให้หลอดเลือดหัวใจแข็งแรง
และขจัดไขมันที่เกาะอยู่ตามหลอดเลือดออกไป

ประโยชน์ด้านสมอง : นักวิทยาศาสตร์ในบอสตัน พบว่า คนที่ดื่มเบียร์ตั้งแต่ 1-6 แก้วต่อสัปดาห์   จนถึง 7-14 แก้วต่อสัปดาห์
จะเกิดอาการชักได้น้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มเลย เพราะว่าเบียร์ช่วยลดขนาดเม็ดเลือด และช่วยให้เลือดไม่ไปคั่งอยู่ที่สมองได้

ประโยชน์ด้านจิตใจ : การดื่มเบียร์ช่วยลดความเครียดได้ ช่วยให้ผ่อนคลาย หายกังวล แก้อาการอาย ทำให้อารมณ์ดี เป็นการป้องกันโรคซึมเศร้าไปในตัว

ประโยชน์ด้านอื่น ๆ
: เบียร์มีสารอาหารสำคัญอยู่หลายตัว ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน วิตามิน B ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม เซเลเนียม และธาตุเหล็ก เพราะมันทำมาจากยอดอ่อนของข้าวเอาไปหมักกับยีสต์ ใครที่ดื่มเบียร์จึงไม่ขาดสารอาหารที่จำเป็น

รู้อย่างนี้แล้ว ก็หันมาดื่นเบียร์กันดีกว่า แต่ก็ต้องไม่ดื่มมากจนเกินไป เพราะประโยชน์อาจจะกลายเป็นโทษได้

ที่มา : เดลินิวส์,วาไรตี้หรรษา

ปัจจุบันก็หาคนเข้าวัดยากอยู่แล้ว ส่วนใหญ่จะเข้าวัดก็ช่วงงานบุญรื่นเริง...
งานรื่นเริงไทยแท้ต้องมีสุรา แต่ปัญหาวิวาทเพราะสุราในวัดแทบจะไม่มีเลย...

แล้วต่อไปนี้ใครจะเข้าวัดล่ะ..มีงานรื่นเริงก็ต้องไปหาที่ใหม่กัน...
ปัญหาร้านสะดวกซื้อ ก็กลายเป็นร้านไม่สะดวกซื้อไปเรียบร้อย...
ปัญหาการขายสุราให้เป็นเวลา ก็กลายเป็นปัญหาการท่องเที่ยว...
ก็ยังดีว่า โรงแรมชั้นหรู กะภัตตาคารหลายแห่งสามารถขายได้
ตลอดยี่สิบสี่ ชม. ไม่เช่นนั้นคงเป็นเรื่องบ้ามากกก...

ตกลงเป็นกฎ เป็นระเบียบ สนองตัณหาคนไม่ทานสุราเพียงไม่กี่คนของ
สังคมเท่านั้นเหรอ.. มันไม่ใช่ความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่นิ...

Blog EntryAnimationJun 8, '08 1:17 AM
for everyone

มุมมองต่างชาติกับการทำงานแบบไทย

บ้านเราเดี๋ยวนี้มีคนต่างชาติเข้ามาทำงานหลายพันชีวิต พอฝรั่งกับไทยมาเจอกัน ความอลเวงก็เลยเกิดขึ้น เพราะนอกจากภาษาและความเคยชินจะต่างกันชนิดฟ้ากับเหวแล้ว นิสัยการทำงานก็ยังไม่เหมือนกันอีกด้วย ฝรั่งจะนินทาคนไทยว่ายังไรบ้าง มาแอบฟังกันดีกว่า....
เราคว้าตัวฝรั่งมาทั้งหมด 12 คน ซึ่งแต่ละคนโชกโชนกับการทำงานในแวดวงคนไทยไม่ต่ำกว่า 10 ปี เมื่อถามว่าพวกเค้ามีความเห็นอย่างไรกับการทำงานแบบไทยๆ เราก็ได้คำตอบว่า:


1. ทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลง คนไทยมักจะยึดติดกับความเคยชินแบบเดิมๆ เคยทำมาอย่างไรก็จะทำอยู่อย่างนั้น ไม่ค่อยมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง และถ้าฝรั่งเอาวิธีใหม่ๆ เข้ามาทำให้พวกเขาต้องทำอะไรที่ต่างไปจากเดิม ก็จะถูกมองว่าเป็นการสร้างความรำคาญให้พวกเขา มักจะไม่ค่อยได้รับความร่วมืออย่างเต็มที่หรือไม่ก็ถึงกับถูกต่อต้านก็มี


- เจฟฟรีย์ บาร์น




2. การโต้แย้ง
เมื่อมีการเจรจา คนไทยจะไม่กล้าโต้แย้งทั้งๆ ที่ตัวเองกำลังเสียเปรียบ ส่วนใหญ่มักจะปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นคนคุมเกม บางคนบอกว่ามีนิสัยอย่างนี้เรียกว่า “ ขี้เกรงใจ ” แต่สำหรับฝรั่งแล้ว นิสัยนี้จะทำให้คนไทยไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร


- ทานากะ โรบิน (จูเนียร์) ฟูจฮาระ



3. ไม่พูดสิ่งที่ควรพูด
เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของคนไทยคือ มักจะไม่ค่อยกล้าบอกความคิดของตัวเองออกมาทั้งๆ ที่คนไทยก็มีความคิดดีไม่ไม่แพ้ฝรั่งเลย แต่มักจะเก็บความสามารถไว้ ไม่บอกออกมาให้เจ้านนายได้รู้ และจะไม่กล้าตั้งคำถาม บางทีฝรั่งก็คิดว่าคนไทยรู้แล้วเลยไม่บอกเพราะเห็นว่าไม่ถามอ
ะไร ทำให้ทำงานกันไปคนละเป้าหมาย หรือทำงานไม่สำเร็จ เพราะคนที่รับคำสั่งไม่รู้ว่าถูกสั่งให้ทำอะไร


- ไมเคิล วิดฟิล์ค




4. ความรับผิดชอบ
1. ฝรั่งมองว่าคนไทยเรามักทำไม่ค่อยกำหนดระยะเวลาในการทำงานไว้ล่วงหน้า ทั้งๆทีงานบางชิ้นต้องทำให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดยิ่งงานไหนให้เวลา
ในการทำงานนานก็จะยิ่งทิ้งไว้ทำตอนใกล้ๆ จะถึงกำหนดส่ง เลยทำงานออกมาแบบรีบๆ ไม่ได้ผลงานดีเท่าที่ควร
2. ไม่ค่อยยอมผูกพันและรับผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าให้เซ็นชื่อรับผิดชอบงานที่ทำคนไทยจะกลัวขึ้นมาทันที เหมือนกับกลัวจะทำไม่ได้ หรือกลัวจะถูกหลอก


- สเตฟานี จอห์นสัน




5. วิธีแก้ไขปัญหา
คนไทยไม่ค่อยมีแผนการรองรับเวลาเกิดปัญหา แต่จะรอให้เกิดก่อนแล้วค่อยหาทางแก้ไปแบบเฉพาะหน้า หลายคั้งที่ฝรั่งพบว่าคนไทยไม่รู้จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไรต้องรอให้
เจ้านายสั่งลงมาก่อนแล้วค่อยทำตามถ้านายเจ้านายไม่อยู่ทุกคนก็จะ
ประสาทเสียไปหมด


- ดร.มาเรีย โรเซนเบิร์ก



6. บอกแต่ข่าวดี
คนไทยมีความเคยชินในการแจ้งข่าวที่แปลกมาก คือ
1. จะไม่กล้าบอกผู้บังคับบัญชาชาวต่างชาติเมื่อเกิด ปัญหาขึ้น จนกระทั่งบานปลายไปเกินแก้ไขได้จึงค่อยเข้ามาปรึกษา

2. จะเลือกบอกแต่สิ่งที่คิดว่าเจ้านายจะชอบ เช่น บอกแต่ข่าวดีๆ แทนที่จะเล่าไปตามความจริงหรือถ้าหากเจ้านายถามว่า จะทำงานเสร็จทันเวลาๆหม ก็จะบอกว่าทัน (เพราะรู้ว่านายอยากได้ยินแบบนี้) แต่ก็ไม่เคยทำทันตามเวลาที่รับปากเลย

- โจนาธาน ธอมพ์สัน




7. คำว่า “ ไม่เป็นไร ”
เป็นคำพูดที่ติดปากคนไทยทุกคน ทำให้เวลามีปัญหาก็จะไม่มีใครรับผิดชอบ และจะไม่ค่อยหาตัวคนทำผิดด้วยเพราะเกรงใจกัน แต่จะใช้คำว่า “ ไม่เป็นไร ” มาแก้ปัญญหาแทน


- เจนิส อิกนาโรห์




8. ทักษะในการทำงาน
1. ไม่สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ ถ้าทำงานเป็นทีมมักมีปัญหาเรื่องการกินแรงกันบางคนขยันแต่บางคน
ไม่ทำอะไรเลย บางทีก็มีการขัดแย้งกันเองในทีม หรือเกี่ยงงานกันจนผลงานไม่คืบหน้า
2. ไม่ค่อยมีทักษะในการทำงาน แม้จะผ่านการศึกษาในระดับสูงมาแล้ว และไม่ค่อยใช้ความพยายามอย่างเต็มทีเพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด
3. พนักงานชาวไทยที่รู้จัก ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้สึกกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เรื่องร าวความเคลื่อนไหวของโลกเท่าไรนัก แล้ไม่ค่อยชอบหาความรู้เพิ่มเติมแม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานก็ตาม


- เดวิด กิลเบิร์ก




9. ความซื่อสัตย์
พนักงานคนไทยควรจะมีความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมามากกว่านี้ หลายครั้งที่ชอบโกหกในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น มาสาย ขาดงานโดยอ้างว่าป่วย ออกไปข้างนอกในเวลางาน


- เฮเบิร์ก โอ ลิสส์




10. ระบบพวกพ้อง
คนไทยมักจะนำเพื่อนฝูงมาเกี่ยวข้องกับธุรกิจเสมอ ผมไม่เคยชอบวิธีนี้เลย ตัวอย่างเช่น การจัดซื้อข้าวของภายในสำนักงาน พวกเขามักจะแนะนำเพื่อนๆ มาก่อนโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่บริษัทควรจะได้รับ นี่เป็นประสบการณ์จริงที่ประสบมา การให้ความช่วยเหลือเพื่อนไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทเลยเป็นอะไรที่แย่มาก และเมื่อพบว่าเพื่อนพนักงานด้วยกันทุจริต คนไทยก็จะช่วยกันปกป้อง และทำให้ไม่รู้ไม
่เห็นจนกว่าผู้บริหารจะตรวจสอบได้เอง


- มาร์ค โอเนล ฮิวจ์



11. แยกไม่ออกระหว่างเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว
คนไทยมักจะไม่รู้ว่าอะไรว่าอะไรคือเรื่องงาน และอะไรที่เรียกว่าเรื่องส่วนตัว พวกเขาชอบเอาทั้งสองอย่างนี้มาปนกันจนทำให้ระบบการทำงาน
เสียไปหมด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งขององค์กร
1. ชอบสอดรู้สอดเห็น โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวของเพื่อนร่วมงาน
2. มักจะคุยกันเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงานมากเกินไป บางครั้งทำให้บานปลายและนำไปสู่ข่าวลือ และการนินทากันภายในสำนักงาน
3. มักจะลาออกจากบริษัทโดยไม่ยอมแจ้งล่วงหน้าตามข้อตกลง แต่กลับคาดหวังว่าจะได้รับผลประโยชน์เต็มที
4. ไม่ยอมรับความผิดชอบที่มีมากขึ้นในช่วงวิกฤติ
5. ต้องการเงินมากขึ้นแต่กลับไม่ค่อยสร้างคุณค่างานอะไรเพิ่มขึ้นเลย


- วิลเลี่ยม แมคคินสัน




12. นับถือระบบอาวุโส
คนไทยให้เกียรติคนที่อายุมากกว่ามากเกินไป จนไม่กล้าทำอะไรที่เรียกว่าเป็นการข้ามหน้าข้ามตา บางครั้งคนที่อายุน้อยกว่าอาจจะมีความคิดความสามารถมากกว่า แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกเพราะเกรงใจคนที่อายุมาก เป็นการทำลายโอกาสของตัวเอง และโอกาสของบริษัท


- เนลสัน ฟอร์ด 




ระหว่างเพื่อนกะแฟน...


++ อาหาร ++
เพื่อน: ข้าวราดแกง / ก๋วยเตี๋ยว ราคาไม่เกิน 30แดกไรแพงๆวะ เปลืองชิบ
แฟน: กินอะไรก็ได้ที่มันไม่ใช่ข้าว - สปาเกตตี้
        เฟรนฟรายซ์ ซูชิ ฯลฯ  สั่ง กันไป… มื้อละสามร้อยขึ้น  
-------------------------- --------------------------

++ ข้ามถนน ++
แฟน: ข้ามได้มั้ย ระวังนะครับ! จับมือผมไว้
เพื่อน: ………อ้าว! เหี้ย… รอกูด้วย(แม่งข้ามไปนานละ)
-------------------------- --------------------------

++ เวลาเดิน ++
แฟน: แนบชิดประหนึ่งตัวดูดแบบสุญญากาศ
เพื่อน: เฮ้ย! ไปไกลๆกูหน่อยดิ ร้อนจะตายห่า!!
-------------------------- --------------------------

++ บนรถเมล์ ++
แฟน: นั่งก่อนเลยครับ เดี๋ยวผมยืนเอง
เพื่อน: เหยิบหน่อยดิวะ กูจะนั่งด้วย!
-------------------------- --------------------------

++ เงิน ++
แฟน: มีเสมอ..จ่ายไม่อั้น
เพื่อน: ไม่มีเสมอ... มึงออกไปก่อนละกัน เดี๋ยวกูให้(แร้วแม่งก็ชิ่ง)
-------------------------- --------------------------  

++ มาสาย ++
แฟน: ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้
เพื่อน: ทำห่าไรอยู่วะ มาโคตรช้าเลย สาด ...เลี้ยงข้าวกูเลย(เพิ่งจะมาก่
อนแม่ง ได้ 5 นาทีเหมือนกัน)

-------------------------- --------------------------  

++ ช่วยทำธุระ ++
แฟน: ว่างเสมอ - อ๋อ ว่างครับ จะให้ไปถึงที่นั่นกี่โมงดี จะได้เตรียมตัวล่วงหน้า
เพื่อน: ไม่เคยว่าง - ขนของย้ายห้องเหรอวะ .. เออ...ที่จริงก็ได้นะ แต่พอดีแม่กูให้ช่วยพาไปหาญาติๆฝ่ายแม่ว่ะ
         แล้วบ่ายๆต้องไปหาของฝ่ายพ่ออีก คงไม่ว่างแล้วละ
-------------------------- --------------------------

++ กลับบ้านดึก ++
แฟน: เดี๋ยวผมนั่งรถไปส่งดีกว่านะ กลับคนเดียวอันตราย
เพื่อน: กลับยังไงวะมึง มีค่ารถป่าว แต่กูไม่มีให้ยืมนะเว้ย
-------------------------- --------------------------

++ ป่วย ++
แฟน: เป็นไรมากมั้ย? กินยายังคับ ห่มผ้าด้วยนะ(แม่งดูแลแม่อย่างนี้ป่าววะ)
เพื่อน: เป็นห่าไรอีกวะ สำออยอะดิมึง… ออกมาให้ไวเลย แดกเหล้ากัน
---------------------------

++ สอนหนังสือ ++
แฟน: ไม่เข้าใจตรงไหนบอกนะครับ จะอธิบายให้ใหม่
เพื่อน: กูสอนมึง 3 รอบแล้วนะ ห่านี่ แดกหมาแทนข้าวไงวะ
-------------------------- --------------------------

++ วาเลนไทน์ ++
แฟน: ให้คุณได้ทุกอย่าง ยกเว้น ดาว เดือน และ ขนหน้าอก
เพื่อน: ……………(วันนี้มันไม่มีตัวตน)
-------------------------- --------------------------

++ โดนทิ้ง ++
แฟน: เราไปกันไม่ได้ / อย่ามายุ่งกับเรา / ไปไหนก็ไปรำคาญ (so sad) เพื่อน: ไม่เป็นไรเว้ย! ช่างแม่ง … มึงยังมีกูอยู่


1.ชงกาแฟ
คลาสสิกสุดแล้วสำหรับกิจกรรมที่กินเวลาไปกว่า 10 นาที และวันหนึ่งสามารถทำ (อู้) ได้ถึง 2-3 ครั้ง โดยไม่ดูน่าเกลียด แต่ถ้าระหว่าง นั้นคุณจะหยิบโน้ตและหนีบโทรศัพท์มือถือไว้ติดต่อธุระไปด้วยก็ไม่เลวนะครับ เพราะเฉลี่ยแล้วคุณอาจเสียเวลาเพิ่ม 20 นาที แต่ได้งานเพิ่มขึ้นอีก 1 หรือ 2 ชิ้นเลยทีเดียว

2.อ่านหนังสือ
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หนุ่มๆ และสาวๆ ชอบกันนัก บ้างก็อ้างว่าหาข้อมูลกันไป ซึ่งก็ยากที่จะให้สมาธิหลุดมาจากหน้าข่าวบันเทิง เมื่อแก้ไม่ได้ก็อ่านกันต่อเถอะครับ แต่อีกมือหนึ่งของคุณก็น่าจะเปิดหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารที่เกี่ยวกับงานของคุณควบคู่ไปด้วย วิธีนี้ทำให้คุณอู้งานเพิ่มได้อีก 15-20 นาทีเลยละ

3.เล่น MSN
นับว่าเป็นวิธีอู้งานล่าสุดที่ เกิดขึ้นตามเทคโนโลยีกับโปรแกรมสนทนาที่ฮิต ที่สุดในโลก แต่จะใช้ประโยชน์แค่จิ๊จ๊ะกับหญิงก็เสียดายแย่ เอาอย่างนี้สิครับ ระหว่างวันคุณก็แช็ตกับเพื่อนผู้ทรงภูมิหรือบุคคลที่ให้ข้อมูลทางการงานแก่คุณได้ไว้สัก 2-3 คนไปด้วย ทำให้เป็นนิสัย และคุณจะได้งานเพิ่มขึ้นอีกโดยไม่รู้ตัว

4.ดูทีวี
บางสำนักงานก็จำเป็นต้องมีโทรทัศน์ไว้กลางห้องเพื่อติดตามข่าวสาร แต่ถ้าสายตาของคุณไปอยู่แต่ภาพนักร้องในเอ็มทีวีอย่างเดียวก็คงจะแย่ ทางแก้ที่ช่วยให้ได้งาน ก็คือตาเหลือบดูได้ครับ แต่ไม่ต้องเปิดเสียง หูจะได้ไม่ถูกรบกวนสมาธิ วิธีนี้นักข่าวที่ต้องใช้โสตประสาทรับข่าวสารมากมายนั้นชอบใช้กันนัก

5.ลงไปกินของว่าง
เป็นข้ออ้าง อู้งานที่กินเวลาเยอะที่สุดแล้ว เพราะบางครั้งเรื่องปากท้องก็จำเป็นเช่นกัน แต่ถ้าคุณจะหยิบเอกสารงานของคุณลงไป ด้วย ก็จะช่วยให้คุณรู้สึกว่าไม่ได้ลงตัวเปล่า และด้วยวิญญาณมนุษย์งาน คุณก็จะอดไม่ได้ที่จะหยิบมันออกมาอ่าน หรือขอความเห็นจากเพื่อนที่ลงมาด้วยกัน จนกลายเป็นความเคยชินไป

6.โทรศัพท์หาแฟน
จะเรียกว่า อู้ก็ดูโหดร้ายไปสำหรับเรื่องหัวใจและจะให้ชวนแฟนคุยเรื่องงานก็พานจะเสียมู้ดกันไปอีก วิธีที่คนส่วนใหญ่น่าจะใช้กันก็คือคุยที่โต๊ะทำงานโดยมือก็จับโน่นคลิกนี่ไปด้วย แต่ถ้าคุณกลัวเพื่อนร่วมงานจะอิจฉา (หมั่นไส้) ในความสวีท คุณก็ลองออกมาข้างนอก พร้อมสมุดโน้ตงานด้วยสิ

7.เดินไปเมาท์กับคนอื่น
วิธีนี้หนุ่มๆ สาวๆ กันบ่อย แต่เมื่อทำกันเนิ่นนานและไม่มีทีท่าจะจบ หากคิดอีกทีคุณก็พลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้ โดยที่กำหนดตัวเองไว้ว่าการลุกจากโต๊ะออกไปจ้อแต่ละครั้ง จะต้องได้ข้อมูลงาน 1 ชิ้นกลับมา ใครช่างเมาท์ขยันลุกก็ไม่เสียงานครับ

8.นั่งพัก
อันที่จริงวิธีนี้น่าจะเป็นการอู้งานที่ดีที่สุด แม้จะดูขี้เกียจอยู่ก็ตาม แต่ถ้าคุณจะใช้โอกาสที่ร่างกายพักผ่อนนี้ทำสมาธิไปด้วยก็จะดีกว่าที่คุณจะฟื้นขึ้นมาทำหน้างงๆ ใส่จอคอมพิวเตอร์ และเสียเวลาอีกหลายนาทีกว่าเครื่องจะร้อน หากลองหลับตาทำสมาธิแล้ว หัวคุณจะวิ่งฉิวทันทีแถมยังได้พักสายตาอีกด้วย

:: www.teenee.com

"มะกอก" หรือ ซัยฏูน ที่มุสลิมเรารู้จักกันดี เป็นพืชที่กำลังอยู่ในกระแสของความสารพัดประโยชน์ ไม่ว่าจะนำมาเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง ยา อาหาร และยังนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกมากมาย


โดยเฉพาะเป็นส่วนประกอบของอาหารชั้นเลิศตามภูมิปัญญาชาวบ้านมาตั้งแต่อดีต
ยกตัวอย่าง สมัยที่ท่านนบีมูฮัมหมัดศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมยังทำการเผยแผ่อิสลามอยู่นั้น ท่านก็ได้อาศัยน้ำมันมะกอกนำมาทาบนขนมปัง และรับประทาน หรือ ใช้ในส่วนผสมของการทำขนมปัง หรือ อาหารประเภทอื่นๆ ที่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบ และยังเป็นพืชที่ได้ถูกกล่าวไว้ในอัลกุรอานหลายครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นพืชที่มีความจำเริญ น้ำมันมะกอกที่ผู้เขียนอยากจะแนะนำให้รับประทานนั้น ควรบริโภคน้ำมันมะกอกที่เป็นสินค้านำเข้าจากอรับมากกว่าที่จะเลือกสินค้าที่มาจากประเทศสหรัฐฯ และประเทศแถบตะวันตก เนื่องด้วยการเป็นการบอยคอตสินค้าอย่างหนึ่ง น้ำมันมะกอกที่มาจากกลุ่มประเทศทางอรับมักจะบรรจุในกระป๋องอลูมิเนียม อีกทั้งราคาย่อมเยาว์กว่า



น้ำมันมะกอกไม่จำเป็นต้องนำมาทานควบคู่กับอาหารแพง อย่างในบทความข้างล่างนี้ เพียงแต่ต้องการเสนอให้เป็นแนวทางในการประยุกต์มาใช้กับอาหารแบบมุสลิมบ้านเรา หรือ อาหารที่ทำรับประทานง่าย ๆ ไม่ฟุ่มเฟือย แต่ให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย ช่วยให้เรามีเรี่ยวแรงความสามารถทำอามัลอิบาดะหฺ ต่อองค์อัลลอฮฺ ผู้สร้างทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ และมวลสรรพสิ่งทั้งหลายเป็นของพระองค์


ยิ่งช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กระแสอาหารเพื่อสุขภาพมาแรงเหลือเกิน และมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกวัน ไม่ตกยุค ด้วยเหตุนี้ นันทินี แทนเน่อร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอช แอนด์ โก จำกัด จึงนำเสนอผลิตภัณฑ์ระดับคุณภาพมาให้คนไทยได้ลิ้มลองในงาน "โอลีฟ ออย เทสติ้ง แนะนำ น้ำมันมะกอกโอลิวิเย่ร์ แอนด์ โก" ที่ร้านโอลิวิเย่ร์ แอนด์ โก ชั้น 2 ศูนย์การค้า เพนนินซูล่า พลาซ่า เมื่อเร็วๆ นี้


เจอราร์ด มอริส ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ โอลิวิเย่ร์ แอนด์ โก ประจำประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่บินมาเมืองไทยเพื่อร่วมงานนี้กล่าวถึงวิธีการชิมน้ำมันมะกอก ว่าการชิมที่ต่างประเทศจะใช้แก้วสีชาหรือเข้มๆ เพื่อไม่ให้สีของน้ำมันมะกอกมีอิทธิพลจูงใจผู้ชิม และใช้การหมุนแก้ววนๆ ให้น้ำมันมะกอกได้สัมผัสกับอากาศ เกิดความร้อนของน้ำมันจะได้ไอน้ำมันมะกอกที่จะส่งผลต่อรสชาติได้ดี

“น้ำมันมะกอกของโอลิวิเย่ร์ แอนด์ โก จะแบ่งได้ 3 ประเภท น้ำมันมะกอกประเภทแนวกลิ่นผลไม้ ,น้ำมันมะกอกกลิ่นพืชสมุนไพร และน้ำมันมะกอกกลิ่นเครื่องเทศ ซึ่งการแบ่งประเภทนี้ได้มาจาก สายพันธุ์ ซึ่งมีสายพันธุ์มะกอกที่หลากหลาย พื้นที่เพาะปลูกที่มาจากดินและสภาพอากาศ ภูมิประเทศที่แตกต่างกัน และขั้นตอนกระบวนการผลิต ผู้ก่อตั้ง โอลิวิเย่ร์ โบซอง จะจัดให้มีการคัดเลือกน้ำมันมะกอกจากกว่า 300 แห่งเป็นประจำทุกปี และคัดให้เหลือเพียง 20 แห่งที่จะเลือกนำมาจำหน่าย ซึ่งน้ำมันมะกอกจะมีการแบ่งระดับชั้นเหมือนไวน์" มอริส กล่าว


"ส่วนบรรจุภัณฑ์จะใช้การบรรจุในกระป๋องอะลูมิเนียม เพื่อควบคุม 3 ปัจจัยที่มีผลต่อน้ำมันมะกอกนั่นคือ แสงแดด อุณหภูมิ และอากาศ ซึ่งตัวการเหล่านี้ จะทำให้น้ำมันมีการเปลี่ยนแปลงได้ และอย่าลืมว่าน้ำมันมะกอกแต่ละชนิดจะมีรสที่ต่างกัน และยังเหมาะกับอาหารที่ต่างชนิดกันด้วย"

ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ยังเล่าย้อนถึงจุดกำเนิดของมะกอกจริงๆ มาจากอินเดีย และแพร่ขยายไปตามอาณานิคมและการขยายประชากร ต้นมะกอกในโลกเรานี้มีถึง 3,000 สายพันธุ์ แต่มีเพียง 80 พันธุ์เท่านั้นที่นำมาทำน้ำมันมะกอกแล้วได้รสดี ชาวสวนที่ปลูกมะกอก เขาจะปลูกให้ต้นมะกอกห่างกัน 4 เมตร เพื่อไม่ให้มะกอกแย่งน้ำและอาหารกัน จะได้ผลมะกอกที่อิ่มและสมบูรณ์ที่สุด ฤดูของการเก็บเกี่ยวมะกอกจะมีขึ้นทุกๆ 2 ปี


นอกจากนี้เขายังกล่าวเสริมอีกว่า "แพทย์ยังแนะนำอีกว่าถ้ารับประทานน้ำมันมะกอกกันเพียวๆ วันละ 1 ช้อนโต๊ะ ก่อนอาหารเช้าทุกวันจะช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ และยังส่งผลดีต่อกระเพาะอาหาร ช่วยป้องกันการย้อนกลับของอาหารสู่หลอดอาหาร ที่ลำไส้ก็ทำให้ย่อยง่าย ด้านระบบเลือด ก็มี